Contributed by สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำกรุงบรัสเซลส์ Wednesday, 01 October 2008digg_url = 'http://news.thaieurope.net/content/view/3030/170/'; digg_title = 'สถาบันนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งยุโรป'; digg_bodytext = ''; digg_bgcolor = '#ffffff'; digg_window = 'new';สามเหลี่ยมความรู้ ประกอบด้วย การวิจัย การศึกษา และนวัตกรรม นับว่าเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญสำหรับการพัฒนาไปสู่สังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ ดังนั้น สหภาพยุโรปพยายามอย่างยิ่งที่จะเชื่อมโยงองค์ประกอบหลักที่สำคัญทั้ง 3 ประการ โดยได้ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมซึ่งมีความจำเป็นสำหรับการเติบโต ขีดความสามารถและการอยู่ดีกินดีในศรรตวรรษที่ 21 จึงได้ริเริ่มการจัดตั้ง “สถาบันนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งยุโรป” (European Institute of Innovation and Technology, EIT) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2008 ทั้งนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะให้เป็นหลักชัยของความเป็นเลิศทางด้านนวัตกรรมของยุโรปในการเผชิญกับความท้าทายยุคโลกาภิวัฒน์ ต่อมาในวันที่ 18 มิถุนายน 2008 สาธารณรัฐฮังการี โดยกรุงบูดาเปสได้รับการคัดเลือกให้เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของสถาบันนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งยุโรปแม้ว่ายุโรปจะมีสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยที่เป็นเลิศก็ตาม ผู้แทนของภาคส่วนเหล่านี้มักจะแยกตัวออกจากโลกธุรกิจและไม่ได้รวมตัวกันเป็น “มวลวิกฤต” ที่จำเป็นสำหรับนวัตกรรม ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าสถาบันนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งยุโรปรังสรรค์บูรณาการทั้งสามองค์ประกอบหลักของ “สามเหลี่ยมความรู้” อย่างเต็มรูปแบบที่จะนำไปสู่ รูปแบบหลักที่มุ่งทิศสู่นวัตกรรมระดับโลก สำหรับการเปลี่ยนแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยที่มีอยู่แล้วในขณะนี้ในการปรับปรุงขีดความสามารถของยุโรปในการแปลงผลการศึกษาและวิจัยสู่โอกาสเชิงพาณิชย์ที่เป็นรูปธรรมนั้น สถาบันนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งยุโรปเสมือนเป็นตัวเชื่อมช่องว่างทางด้านนวัตกรรมระหว่างสหภาพยุโรปกับผู้แข่งขันหลักในระดับสากล รวมทั้งส่งเสริมการเติบโตเชิงเศรษฐกิจและสร้างงานทั่วทั้งสหภาพ โดยการสร้างผลิตภัณฑ์บริการและตลาดใหม่ที่ตอบสนองอุปสงค์ภาครัฐและความต้องการของสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้การดำเนินงานของสถาบันนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งยุโรปจะมีการจัดตั้งชุมชนความรู้และนวัตกรรม (Knowledge and Innovation Communities, KICs) ซึ่งหุ้นส่วนสมาชิกจะดำเนินการเชิงบูรณาการกันอย่างเต็มที่ระหว่างเครือข่ายรัฐ-เอกชน องค์กรการวิจัย และธุรกิจ ที่จะต้องประสานงานกับกรรมการบริหารเพื่อสร้างความมั่นใจในการบริหารงานเชิงยุทธศาสตร์ รวมถึงการลงทุนโดยตรงของผู้มีส่วนได้เสียทางธุรกิจตลอดจนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในมุมมองทั้งหมดทางด้านยุทธศาสตร์ การดำเนินงานและการเงินตามหลักการพื้นฐานของการริเริ่มสถาบันนี้ องค์ประกอบของกรรมการบริหารคัดสรรจากบุคคลระดับสูงในภาคธุรกิจ อุดมศึกษาและวิจัยที่ถูกบันทึกอยู่ในกลุ่มนวัตกรรมระดับสูงสุด ทั้งสิ้น 18 ท่าน กรรมการบริหารมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ของสถาบันนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งยุโรปสำหรับการคัดเลือก ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของชุมชนความรู้และนวัตกรรม นอกจากนี้ กรรมการบริหารมีความเป็นอิสระอย่างเต็มที่ในการตัดสินใจสถาบันนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งยุโรปทำหน้าที่ในการแปลงความคิดเชิงนวัตกรรมสู่โลกแห่งความเป็นจริง โดยมีการดำเนินงานที่สำคัญ อาทิ 1) การจัดลำดับความสำคัญของยุทธศาสตร์แห่งยุโรป ซึ่งหัวเรื่องแรกคาดว่าจะครอบคลุมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาวภูมิอากาศ พลังงานทดแทนและเทคโนโลยีสารสนเทศในช่วงถัดไป 2) การเชื่อมโยงธุรกิจกับการวิจัยของยุโรป ซึ่งการวิจัยที่จะนำไปสู่ธุรกิจจะเน้นความเป็นสหวิทยาการมากขึ้น รวมทั้งให้ความสำคัญเชิงสังคมและเศรษฐกิจ 3) การดำเนินงานร่วมกับอุดมศึกษาในการพัฒนาการศึกษาระดับปริญญาโทและเอกให้มีคุณภาพสูงและสะท้อนคุณลักษณะเชิงนวัตกรรม โดยแกนหลักสูตรจะประกอบด้วยนวัตกรรมและการบริหารความเสี่ยง 4) วิถีการพัฒนาที่เพิ่มขึ้น โดยการจัดตั้งชุมชนความรู้และนวัตกรรม และ 5) ยกระดับธุรกิจ ทั้งนี้ ในช่วง ค.ศ. 2008 ถึง 2013 ได้จัดสรรงบประมาณถึง 300 ล้านยูโรเพื่อสนับสนุนโครงสร้างและสิ่งที่จำเป็นต่อบูรณาการเครือข่ายและการถ่ายโอนความรู้ประเทศไทยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย การศึกษา และนวัตกรรม ตั้งแต่ระดับนโยบายถึงระดับปฏิบัติ หากจะมีการประยุกต์ใช้รูปแบบของสถาบันนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งยุโรปสำหรับบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานเพื่อตอบสนองปัญหาและความต้องการของประเทศ จะช่วยในการพัฒนาประเทศให้ก้าวไปสู่สังคมเศรษฐกิจฐานความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในสาขาที่ไทยมีศักยภาพได้อย่างแท้จริง

EU ยังด้อยกว่าสหรัฐฯและญี่ปุ่นในด้านนวัตกรรม
Written by คณะผู้แทนประจำประชาคมยุโรป
Monday, 16 January 2006
digg_url = 'http://news.thaieurope.net/content/view/830/170/'; digg_title = 'EU ยังด้อยกว่าสหรัฐฯและญี่ปุ่นในด้านนวัตกรรม'; digg_bodytext = ''; digg_bgcolor = '#ffffff'; digg_window = 'new';
สหภาพยุโรปยังด้อยกว่าสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นในด้านของนวัตกรรม โดยประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย และเยอรมนี มีการผลงานทางด้านนวัตกรรมในระดับสูงที่สุดในบรรดาประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ในขณะที่สเปนและกลุ่มประเทศสมาชิกใหม่บางประเทศเป็นกลุ่มยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร
ตามรายงานของคณะกรรมาธิการยุโรปตีพิมพ์เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2549 แสดงให้เห็นความถดถอยอย่างยิ่งทางด้านนวัตกรรมของสหภาพยุโรป ซึ่งถ้าดำเนินในลักษณะนี้ต่อไปจะส่งผลให้เกิดช่องว่าง/ความแตกต่างทางนวัตกรรมระหว่างสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ มากยิ่งขึ้น ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการลงทุนทางด้านการวิจัยของสหภาพยุโรปนั้นน้อยกว่าหนึ่งในสามของการลงทุนทางด้านการวิจัยในสหรัฐอเมริกา และบริษัทของสหภาพยุโรปมีความกระตือรือร้นที่จะนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้น้อยลง
จากการเปรียบเทียบผลงานทางด้านนวัตกรรมของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกประกอบด้วย ประเทศสวีเดน ฟินแลนด์ เดนมาร์ก และเยอรมนี เป็นกลุ่มประเทศที่เป็นผู้นำทางด้านนวัตกรรมของสหภาพยุโรป ซึ่งมีผลงานทางด้านนวัตกรรมเทียบเท่ากับประเทศชั้นนำอื่นๆทั่วโลก แต่ถึงแม้ว่าประเทศเยอรมนีจะเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในกลุ่มสหภาพยุโรปและได้ผลกำไรอย่างมากมายจากการเป็นฐานส่งออกเทคโนโลยีระดับสูง แต่ประชาชนเยอรมนียังคงลังเลที่จะใช้สินค้านวัตกรรมใหม่ๆ โดยผู้ทำวิจัยวิเคราะห์เพิ่มเติมว่า ในอนาคตประเทศเยอรมนีอาจจะประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานทักษะเฉพาะสำหรับบริษัทด้านนวัตกรรมต่างๆ เนื่องจากแนวโน้มทางด้านการศึกษาของประเทศลดลง

กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มที่มีผลงานทางด้านนวัตกรรมในระดับกลางได้แก่ประเทศ ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ และลักเซมเบิร์ก ซึ่งประเทศในกลุ่มนี้ยังมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนในหลายด้าน
ส่วนกลุ่มสุดท้ายได้แก่ ประเทศสมาชิกใหม่บางประเทศเช่น สโลเวเนีย ฮังการี สาธารณรัฐเชค กรีซ และโปรตุเกส ซึ่งประเทศเหล่านี้กำลังพยายามที่จะพัฒนาทางด้านนวัตกรรมให้มากขึ้น ในขณะที่ประเทศยุโรปกลางและตะวันออกอย่างประเทศ เอสโตเนีย โปแลนด์ และสโลวาเกีย รวมทั้งประเทศสเปน ประสบความล้มเหลวในผลงานทางด้านนวัตกรรม ถึงแม้ว่าบางประเทศในกลุ่มนี้เช่น สเปน และสโลเวเนีย จะกำลังรุ่งโรจน์ทางด้านเศรษฐกิจ แต่ถ้าหากไม่ปรับปรุงทางด้านนวัตกรรมแล้วนั้น อาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตได้
